2012 Toyota New Vitz/Yaris

2012 Toyota New Vitz/Yaris

YOKOHAMA - TOYOTA Motor Corp unveiled on Wednesday the third-generation Vitz hatchback, its top-selling gasoline car in Japan, saying the subcompact gets best-in-class mileage of 26.5 km/litre.

The Vitz competes with segment leader Honda Motor Co's Fit and Nissan Motor Co's March, and sold about 125,000 units in Japan in the business year that ended in March 2010.

Its fuel economy, measured under Japanese test methods, beats the March's 26.0 km/litre and the Fit's 24.5 km/l, Toyota said.

Toyota set a monthly sales target of 10,000 Vitz cars in Japan. Pricing starts at 1.06 million yen (S$17,000).
2012 Toyota New Vitz/Yaris

A day earlier, the world's biggest automaker forecast its sales in Japan to fall 17 per cent to a 37-year-low of 1.3 million units in 2011, worse than a 9.9 per cent drop predicted for the overall market by the Japan Automobile Manufacturers Association.

Government subsidies favouring gasoline-electric and other advanced vehicles had fuelled sales of Toyota's Prius hybrid to record levels until the stimulus expired in early September.


2012 Toyota New Vitz/Yaris
World’s largest automobile company, Toyota Motors, introduced all new third-generation Vitz hatchback (called Yaris in most others markets), today in Japan. The Japanese auto giants claims the car gets ets best-in-class mileage of 26.5 km/litre. Vitz is Toyota’s top selling gasoline car in Japan. The company has set a monthly sales target of 10,000 Vitz cars in Japan. Toyota Vitz Price starts at 1.06 million yen ($12,660) and it will hit the world market from mid-2011.

2012 Toyota New Vitz/Yaris interior
TOKYO — Unveiled Wednesday in Tokyo is the latest from Toyota, the new Vitz. This car, in essence, is expected to come to the U.S. as the next Yaris.

Nissan, Honda. Subaru and Mazda have all refreshed their subcompact offerings in Japan of late, so Toyota is now ready to up the ante with this first full redesign of the Vitz/Yaris since 2005.

Although the stakes are high, Toyota has essentially played it safe with this third-generation Vitz.

Yes, the styling is more expressive and, it seems, strongly Eurocentric (with more than a nod, perhaps, toward France's Renault). But underneath, this is a safe evolution of a well-established product. The platform is essentially a carryover, even though the wheelbase is up almost 2 inches and overall length stretches 4 inches to a new 153 inches.

The payoff is extra cabin space, especially in the back, but bigger news in Japan is the car's fuel economy. It may be academic for America, but on home turf, Toyota has reshuffled the existing 1.3-/1.5-liter engine, putting a lot of emphasis on the 1.3.

One trick version of that, with engine stop/start, returns a class-leading 62.3 mpg in Japan's 10.15-mode fuel cycle. The 1.5 that comes to the U.S. continues on with 107 horsepower and stars in the Vitz RS, the raciest of the new Vitz family at launch.

This RS spinoff runs with massaged grille and bumper treatment and gets 16-inch alloys and sport seats. An Activematic CVT option, with steering-wheel paddle shifters, is also on the RS menu, as an alternative to a stock five-speed manual shifter.

Inside, Toyota has gone for a simple, functional dashboard design with a long, thin metal panel running along the middle, plus a conventional main gauge cluster that's easy to get to know, if not terribly inspiring to look at. The makeover also brings all-new seats.

A hybrid model is also in the works but, we hear, won't appear until well into 2012.

Inside Line says: Toyota goes for a new look with the redesigned Vitz/Yaris, which may or may not lure new buyers into the fold. Whatever you think of the styling, this is a major new player for Toyota at home that's on a mission to sell 10,000 units a month, and counting. — Peter Nunn, Correspondent

2011 All-New Nissan Sunny

2011 All-New Nissan Sunny
 วันนี้ Nissan ได้ทำการเปิดตัวครั้งแรกในโลกให้กับ All-New Sunny ที่งาน China International Automobile Exhibition ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นในเมืองกวางโจว และ Nissan จะเปิดการขาย Sunny ในประเทศจีนเป็นตลาดแรกในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ ตามด้วยอีก 170 ประเทศทั่วโลก

 อย่างไรก็ตาม Nissan ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดของรถรุ่นนี้มากนัก แต่ด้วยหน้าตาที่คล้ายกับ Versa รุ่นปี 2012 ที่ได้เคยเผยภาพทีเซอร์ไปแล้ว ก็อาจจะทำให้ฝรั่งหลายคนฟันธงไปว่ามันคือ Versa ในชื่อ Sunny (ซึ่งอาจจะทำให้โยงไปถึง TIIDA ซึ่งคือ Versa ในอเมริกาและบางตลาด) อย่างไรก็ตาม Nissan ไม่ได้เอ่ยถึง Versa หรือความเกี่ยวข้องของรถทั้งสองรุ่นนี้แต่อย่างใด ฉะนั้นความแน่นอนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเมื่อมีการแถลงข่าวออกมาเท่านั้น

2011 All-New Nissan Sunny

All-New Sunny รุ่นนี้เป็นซีดานขนาดเล็ก ซึ่งมีสื่อฝรั่งเดากันว่า Sunny รุ่นนี้ใช้พื้นฐานที่ได้มาจาก Micra หรือใช้ชื่อในการทำตลาดที่บ้านเราว่า March เพราะเห็นแผงหน้าปัดคล้ายๆกัน ซึ่งโครงสร้างของ March ตามสเปคบ้านเราเล็กเกินไปเนื่องจากผลิตขึ้นมาตามโจทย์ของรัฐบาลในเรื่องอีโคคาร์ อีกอย่าง Sunny ในบ้านเราก็ถูกจัดให้อยู่ในตลาดคอมแพคท์คาร์ซึ่งเป็นรถคนละเซกเมนต์กับ March อย่างชัดเจน ยกเว้น Nissan ตัดสินใจให้ March ซีดานหน้าตาออกมาเป็นแบบนี้จริงๆแบบไม่ต้องปรับเปลี่ยนใดๆซึ่งแน่นอนว่า “ขายดี” ซึ่ง Nissan มีแนวคิดในการใช้รูปทรงและเส้นสายการออกแบบคล้ายกันสำหรับรถรุ่นต่างๆอยู่แล้ว ตามที่เราได้เห็นบ่อยๆจาก Sunny และ Cefiro รุ่นก่อนๆ

สำหรับประเทศจีน Sunny มีขุมพลังเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ HR15DE 1.5 ลิตร ขับเคลื่อนผ่านเกียร์ Xtronic CVT โดยวิศวกรของ Nissan ได้ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบ MacPherson Strut ส่วนด้านหลังเป็นแบบ Torsion Beam โดย Nissan จะผลิตรถรุ่นนี้ที่โรงงานของบริษัทฯในเมืองกวางโจว ประเทศจีน และจำหน่ายในราคา 82,800-112,800 หยวนครับ

2011 All-New Nissan Sunny interior

2011 All-New Nissan Sunny interior

2011 All-New Nissan Sunny Commercial

The Nissan Sunny is back and if that name rings a bell then you’re probably just about as old as I am. The original Nissan/Datsun Sunny was introduced in 1966 and if you look really hard you might still find a few Sunny models on the road here in Australia.

Today’s Nissan Sunny is nothing like that near-prehistoric model … but then the Japanese automotive industry was nothing like what we have today either. Back then no one was thinking of launching a ‘global’ car but today it’s the ‘global’ car concept that is saving so many of the major car makers and today’s Nissan Sunny is Nissan’s global car.

Nissan launched the new Sunny yesterday at the 8th China (Guangzhou) International Automobile Exhibition and the new car will go on sale in China in January 2011. From there Nissan plan to market the Sunny … under a variety of other model names … across 170 other countries including Australia.

The all-new Sunny is expected to appeal to young families in their 30s looking for a medium sized sedan that combines outstanding fuel economy with a dynamic upscale design with the space, quality and features associated with the Nissan brand.

Combining the proven Nissan 1.5-liter HR15DE engine with dual injectors and a new-generation Xtronic CVT with an auxiliary transmission, the new Sunny will delivers a better driving experience for city drivers.

MacPherson struts are used for the front suspension and a torsion beam for the rear suspension, making for sporty and agile driving at low speeds and steady and stable driving at higher speeds.

There’s no indication of when we’re likely to see Nissan’s new global sedan here Australia.

Maserati GT MC Stradale

Maserati GT MC Stradale
สำหรับลูกค้าของค่ายตรีศูล มาเซราติ ซึ่งอาจจะยังไม่พอใจกับสมรรถนะเดิมๆ ที่สัมผัสได้จากรถสปอร์ตสุดหรูในรหัส GT หรือ Gran Turismo คราวนี้น่าจะเกิดอาการสมใจอยากกันบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อแบรนด์ดังของอิตาลีส่งทางเลือกใหม่ส่งสู่ตลาด ปรับโฉมพร้อมกับเพิ่มเรี่ยวแรงรวมถึงกลิ่นอายจากสนามให้กับ GT ด้วยเวอร์ชันที่เรียกว่า MC Stradale ซึ่งจะเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าทั่วโลกได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าเป็นต้นไป

Maserati GT MC Stradale

ผลผลิตครั้งนี้เป็นการแต่งเติมและเสริมความสปอร์ตให้กับ GT แบบเต็มยศ เพราะแต่เดิมรุ่นท็อปที่ขายคือรหัส S ซึ่งเป็นรุ่นเครื่องยนต์วี8 4,700 ซีซี ส่วนในรุ่นนี้เป็นการอัพเกรดให้กับรหัส S ด้วยการเพิ่มความโฉบเฉี่ยวด้วยชุดแต่งรอบคันที่อิงมาจากตัวแข่งรายการ Trofeo GranTurismo MC ภายใต้แนวคิด เพิ่มม้า ลดน้ำหนัก และเพิ่มความเร้าใจ โดยเฉพาะเมื่อต้องทะยานในย่านความเร็วสูง

Maserati GT MC Stradale engine

ในจุดแรกคือ การเพิ่มจำนวนม้าในคอกของเครื่องยนต์วี8 ทวินแคม 32 วาล์ว 4,700 ซีซีอีก 10 ตัวทำให้มีกำลงสูงสุดขยับขึ้นมาอยู่ที่ 450 แรงม้า ขณะที่แรงบิดสูงสุดก็เพิ่มขึ้นเช่นกันในระดับ2.03 กก.-ม. มาอยู่ที่ 51.9 กก.-ม. ดูแล้วก็ไม่เห็นจะน่าหวือหวาหรือเร้าใจอะไรเลย เพราะตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาก็ไม่ได้เป็นจำนวนมากถึงขนาดทำให้อ้าปากค้าง

แต่ตรงนี้มาเซราติคอนเฟิร์มว่า GT MC Stradale ตอบสนองการขับขี่ที่เร้าใจขึ้นอย่างแน่นอน เพราะตัวรถถูกลดน้ำหนักลง ม้า 1 ตัวแบกน้ำหนักน้อยกว่ารุ่น GT S แถมยังมีเพิ่มอีก 10 ตัวมาช่วยแชร์ด้วย โดยน้ำหนักของ GT MC Stradale ตามสเปกอยู่ที่ 1,770 กิโลกรัม เบาขึ้นจากรุ่นเดิม 110 กิโลกรัม ขณะที่อัตราส่วนการกระจายน้ำหนักหน้า-หลังอยู่ในระดับ 48-52% เพื่อประสิทธิภาพในการทรงตัว

เบื้องหลังของการลดน้ำหนักตัวอยู่ที่การเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบาอย่างคาร์บอนไฟเบอร์ และอะลูมิเนียมมาใช้ในการผลิตตัวถัง โดยเฉพาะชุดสเกิร์ตรอบคันที่ถูกออกแบบในสไตล์เดียวกับตัวแข่ง ขณะเดียวกันส่วนเกินอย่างเบาะนั่งด้านหลังถูกถอดออก โดยที่โครงเบาะคู่หน้าผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ และทำให้ตัวรถกลายเป็นสปอร์ตคูเป้ 2 ที่นั่งอย่างแท้จริง ส่วนเบรกทั้ง 4 ล้อเป็นแบบคาร์บอนเซรามิกที่มีน้ำหนักเบากว่าแบบที่ผลิตจากเหล็ก และเป็นชุดเบรกที่ได้รับการผลิตจาก Brembo

Maserati GT MC Stradale interior
ระบบช่วงล่างก็ถูกปรับเซ็ตใหม่ให้รองรับกับสมรรถนะการขับที่สะใจขึ้น ส่วนเกียร์แบบคลัตช์ไฟฟ้าถูกปรับปรุงให้มีการตอบสนองในการเปลี่ยนเกียร์แต่ละตำแหน่งที่รวดเร็วขึ้นในระดับ 0.06 วินาที พร้อมโปรนแกรมการทำงานของเกียร์ในชื่อ MC Race Shift ที่ใช้อยู่ในรถแข่งก็ถูกปรับปรุงเพื่อให้สามารถใช้งานได้บนท้องถนน โดยอัตราเร่งในการทะยานจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงของตัวรถอยู่ในระดับ 4.6 วินาที โดยที่ความเร็วสูงสุดขยับขึ้นมาเป็นมากกว่า 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง

Maserati GT MC Stradale interior

เดือนกุมภาพันธ์ 2011 ได้สัมผัสความแรงของ GT MC Stradale กันอย่างแน่นอน ยกเว้น 3 ตลาดที่จะไม่มีขาย คือ สหรัฐอเมริกา, เกาหลีใต้ และแคนาดา...ตรงนี้ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย

โดย ผู้จัดการออนไลน์

BMW 1-Series M Coupe

BMW 1-Series M Coupe
ในที่สุดบีเอ็มดับเบิลยูก็มีผลผลิตใหม่แห่งความแรงบนพื้นฐานของสปอร์ตคูเป้ชื่อเล็กแต่ขนาดไม่เล็กตามชื่ออย่างซีรีส์ 1 ด้วยรหัสร้อนอย่าง 1-Series M Coupe กับเครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินที่รีดกำลังออกมาได้ในระดับ 300 แรงม้ากลางๆ และเตรียมทำตลาดแน่นอนเดือนมีนาคมปีหน้าที่ตลาดยุโรป

ตัวแรงของซีรีส์ 1 เป็นโปรเจ็กต์ที่บีเอ็มดับเบิลยูคิดมานานแล้ว และเคยนำตัวต้นแบบในชื่อ 1-Series tii Concept มาเผยโฉมงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2007 มาครั้งหนึ่งแล้ว และทำท่าว่าจะมีการผลิตออกสู่ตลาด แต่จนแล้วจนรอด เรื่องก็เงียบไปจนกระทั่งถึงเดือนกรกฎาคม 2010 ทาง Kay Segler บอสส์ของ M Division ได้ส่งวีดีโอแถลงนโยบายของแผนกออกมา และพูดถึงโปรเจ็กต์นี้ ก่อนที่คันจริงจะถูกเผยโฉมอ่านทางอินเตอร์เนตเมื่อวันที่ 9 เดือนธันวาคมที่ผ่านมา

1-Series M Coupe เป็นโปรเจ็กต์ที่มีกลิ่นอายของความเป็น M3 รุ่นแรกที่ออกอาละวาดในตลาดพลังแรงครบ 25 ปี ปีนี้พอดี โดยแนวทางการพัฒนาคือ การสร้างสรรค์ตัวรถในสไตล์สปอร์ตคูเป้แบบคอมแพ็กต์ที่มีกลิ่นอายของสนามแข่งติดมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นความเร้าใจของเครื่องยนต์ และความคล่องตัวในการขับขี่ และ Eigenwillig ภาษาเยอรมันที่หมายถึง Self-Willed, Individual และ Determined to go its own way คือ คำจำกัดความที่แฝงอยู่ในสปอร์ตตัวแรงรุ่นนี้ เพื่อให้สมกับการเป็น Ultimate Driving Machine ตามคอนเซ็ปต์ของ M Car

2011 BMW 1-Series M Coupe interior

ตัวรถมาในสปอร์ตคูเป้ 2 ประตู 4 ที่นั่งซึ่งอิงพื้นฐานเดียวกับรุ่นคูเป้ในรหัส E82 ของซีรีส์ 1 พกพามิติตัวถังในขนาดกะทัดรัดด้วยความยาว 4,379 มิลลิเมตร หรือยาว M3 รุ่นแรกในรหัส E30 อยู่ 33 มิลลิเมตร และกว้าง 1,803 มิลลิเมตร ขณะที่ระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,659 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักตัว 1,495 กิโลกรัม ขณะที่อัตราส่วนการกระจายน้ำหนักระหว่าง ด้านหน้าและหลังอยู่ที่ 51.7:48.3%

รูปลักษณ์ภายนอกถูกเสริมความสวยและเร้าใจด้วยชุดสเกิร์ตและสปอยเลอร์รอบคันที่เน้นความโดดเด่น และประโยชน์ใช้สอย โดยเฉพาะในแง่การทรงตัวย่านความเร็วสูง และความเพรียวลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ ขณะที่แผ่นหลังคาถูกเปลี่ยนใหม่มาใช้เหล็กแบบพิเศษที่มีความแข็งแกร่ง ทนทานต่อการบิดตัวมากขึ้น แถมยังมีน้ำหนักเบากว่าหลังคาแบบมีมูนรูฟของซีรีส์ 1 รุ่นธรรมดาถึง 15 กิโลกรัม พร้อมกับเสริมความสวยด้วยล้อขนาด 19 นิ้วลายพิเศษที่ผลิตขึ้นมาเพื่อรุ่น M3 GTS ด้านหน้ามีขนาด 9X19 นิ้วกับยาง 245/35R19 และด้านหลังมีขนาด 10X19 นิ้วพร้อมยาง 265/35R19

2011 BMW 1-Series M Coupe engine

หากต้องการความแรงแบบตัวเลขแรงม้าทำเอาอ้าปากค้าง เห็นทีจะต้องผิดหวัง เพราะเมื่อเปิดฝากระโปรงหน้าของ 1-Series M Coupe ขึ้นมาจะพบกับเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง 3,000 ซีซี เทอร์โบคู่ในรหัส N54 เหมือนกับรุ่นแรกๆ ของ 135i แต่ทาง M Division จัดการปรับปรุงบุคลิกของเครื่องยนต์ รวมถึงระบบส่งกำลังใหม่ เพื่อให้คงคอนเซ็ปต์ของสปอร์ตตัวแรงไซส์คอมแพ็กต์

การรีดกำลังเพิ่มขึ้นจากเดิม 306 แรงม้ามาอยู่ที่ 335 แรงม้า ที่ 5,900 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 45.8 กก.-ม. ที่ 1,500-4,500 รอบ/นาที และเพื่อให้การเร่งแซงทันใจขึ้นมีโหมด OverBoost ที่เพิ่มแรงบิดได้อีก 5.1 กก.-ม. เรียกว่าเป็นก็อกที่ 2 ทำให้อัตราเร่งในช่วง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงทันใจใช้เวลา 4.9 วินาที และความเร็วสูงสุดถูกล็อกเอาไว้ที่ 250 กิโลเมตร/ชั่วโมงเช่นเคย และแล่นควอเตอร์ไมล์ 0-402 เมตรในระดับ 13.2 วินาที

งานส่งกำลังไปสู่ล้อหลังเป็นหน้าที่ของเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะแบบ Close Ratio ที่มีระบบหล่อเย็นแบบ Dry Sump และอัตราทดเฟืองท้าย 3.15 : 1 รวมถึงยังมีปุ่ม M Drive เพื่อให้ผู้ขับเลือกใช้หากต้องการให้การทำงานของลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้ามีความฉับไวและสอดคล้องกับบุคลิกการขับในสไตล์สปอร์ตมากขึ้น

มาแน่ปีหน้า ส่วนราคายังไม่เปิดเผย แต่บางแห่งระบุว่าน่าจะอยู่ในระดับไม่เกิน 45,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 1.35 ล้านบาท
* * *


Bmw's smallest is coming

It isn't game over for Volkswagen yet. Next week, BMW will launch the X1 in Thailand at the Bangkok Motor Show (after repeatedly saying that it won't come to Thai shores).

By being fractionally smaller than the X3, BMW's smallest SUV will be a better match to the Tiguan. Which one will offer a more livable package remains to be seen. Performance wise, the X1 will have an edge. It gets the same 2.0-litre turbo-diesel as the X3.

The sticking point would be price. In imported form, the X1 could cost just as much as today's Thai-built X3 between B3.3-3.8m. The only way the X1 can outwit the Tiguan in price is to head for the wrench-holders in Rayong.

Credit: http://www.bangkokpost.com/

วิธีง่ายๆ ในการประหยัดน้ำมัน

วิธีง่าย ๆ ที่คุณ เติมกระเป๋าตังส์ตัวเองได้ ด้วยตัวคุณ

1. ตรวจตราลมยางเป็นประจำ เพราะยางที่อ่อนเกินไปนั้น ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่ายางที่มีปริมาณลมยางตามที่มาตรฐานกำหนด

2. สับเปลี่ยนยาง ตรวจตั้งศูนย์ล้อตามกำหนด จะช่วยประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกมาก

3. ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อต้องจอดรถนานๆ แค่จอดรถติดเครื่องทิ้งไว้ 10 นาที ก็เสียน้ำมันฟรีๆ 200 ซีซี

4. ไม่ควรติดเครื่องทิ้งไว้เมื่อจอดรถ ให้ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่ขึ้นของ ลงของ หรือคอยคน เพราะการติดเครื่องทิ้งไว้ เปลืองน้ำมันและสร้างมลพิษอีกด้วย

5. ไม่ออกรถกระชากดังเอี๊ยด การออกรถกระชาก 10 ครั้ง สูญเสียน้ำมันไปเปล่าๆ ถึง 100 ซีซี น้ำมันจำนวนนี้รถสามารถวิ่งได้ไกล700 เมตร

6. ไม่เร่งเครื่องยนต์ตอนเกียร์ว่างอย่างที่เราเรียกกันติดปากว่าเบิ้ลเครื่องยนต์ การกระทำดังกล่าว 10 ครั้ง สูญเสียน้ำมันถึง 50 ซีซี ปริมาณน้ำมันขนาดนี้รถวิ่งไปได้ตั้ง 350 เมตร

7. ตรวจตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนด ควรตรวจเช็คเครื่องยนต์สม่ำเสมอ เช่น ทำความสะอาดระบบไฟจุดระเบิด เปลี่ยนหัวคอนเดนเซอร์ ตั้งไฟแก่อ่อนให้พอดี จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 10%

8. ไม่ต้องอุ่นเครื่อง หากออกรถและขับช้าๆ สัก 1-2 กม. แรกเครื่องยนต์จะอุ่นเอง ไม่ต้องเปลืองน้ำมันไปกับการอุ่นเครื่อง

9. ไม่ควรบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด เพราะเครื่องยนต์จะทำงานตามน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หากบรรทุกหนักมาก จะทำให้เปลืองน้ำมันและสึกหรอสูง

10. ใช้ระบบการใช้รถร่วมกัน หรือคาร์พูล (Car pool) ไปไหนมาไหน ที่หมายเดียวกัน ทางผ่านหรือใกล้เคียงกัน ควรใช้รถคันเดียวกัน

11. เดินทางเท่าที่จำเป็นจริงๆ เพื่อประหยัดน้ำมัน บางครั้งเรื่องบางเรื่องอาจจะติดต่อกันทางโทรศัพท์ก็ได้ ประหยัดน้ำมันประหยัดเวลา

12. ไปซื้อของหรือไปธุระใกล้บ้านหรือใกล้ๆ ที่ทำงาน อาจจะเดินหรือใช้จักรยานบ้าง ไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ทุกครั้ง เป็นการออกกำลังกายและประหยัดน้ำมันด้วย

13. ก่อนไปพบใคร ควรโทรศัพท์ไปถามก่อนว่าเขาอยู่หรือไม่ จะได้ไม่เสียเที่ยว ไม่เสียเวลา ไม่เสียน้ำมันไปโดยเปล่าประโยชน์

14. สอบถามเส้นทางที่จะไปให้แน่ชัด หรือศึกษาแผนที่ให้ดีจะได้ไม่หลง ไม่เสียเวลา ไม่เปลืองน้ำมันในการวนหา

15. ควรใช้โทรศัพท์ โทรสาร ไปรษณีย์ อินเตอร์เน็ท หรือใช้บริการส่งเอกสาร แทนการเดินทางด้วยตัวเอง เพื่อประหยัดน้ำมัน

16. ไม่ควรเดินทางโดยไม่ได้วางแผนการเดินทาง ควรกำหนดเส้นทาง และช่วงเวลาการเดินทางที่เหมาะสมเพื่อประหยัดน้ำมัน

17. หมั่นศึกษาเส้นทางลัดเข้าไว้ ช่วยให้ไม่ต้องเดินทางยาวนานไม่ต้องเผชิญปัญหาจราจร ช่วยประหยัดทั้งเวลาและประหยัดน้ำมัน

18. ควรบับรถด้วยความเร็วคงที่ เลือกขับที่ความเร็ว 70-80กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 2,000-2,500 รอบเครื่องยนต์ ความเร็วระดับนี้ ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า

19. ไม่ควรขับรถลากเกียร์ เพราการลากเกียร์ต่ำนานๆ จะทำให้เครื่องยนต์หมุนรอบสูงกินน้ำมันมาก และเครื่องยนต์ร้อนจัดสึกหรอง่าย

20. ไม่ติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งที่จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นเช่น การทำให้เกิดการต้านลมขณะวิ่ง หรือทำให้เครื่องยนต์ ไม่สามารถถ่ายเทความร้อนได้ดี

21. ไม่ควรใช้น้ำมันเบนซินที่ออกเทนสูงเกินความจำเป็นของเครื่องยนต์ เพราะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์

22. หมั่นเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อประหยัดน้ำมัน

23. สำหรับเครื่องยนต์แบบเบนซิน ควรเลือกเติมน้ำมันเบนซินให้ถูกชนิด ถูกประเภท โดยเลือกตามค่าออกเทนที่เหมาะสมกับรถแต่ละยี่ห้อ (สังเกตจากฝาปิดถังน้ำมันด้านใน หรือรับคู่มือที่ปั้มน้ำมันใกล้บ้าน

24. ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลา ยามเช้าๆเปิดกระจกรับความเย็นจากลมธรรมชาติบ้างก็สดชื่นดี ประหยัดน้ำมันได้ด้วย

25. ไม่ควรเร่งเครื่องปรับอากาศในรถอย่างเต็มที่จนเกินความจำเป็นไม่เปิดแอร์แรงๆ จนรู้สึกหนาวเกินไป เพราะสิ้นเปลืองพลังงาน

* * * * * * * * * * * * * *


Mazda 2 Sedan มาสด้า2 ซีดาน

Mazda 2 Sedan 2010 Review

    หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กับการส่ง “มาสด้า2” รุ่นแฮ็ทช์แบ็ก 5 ประตู ที่ในระยะเวลาเพียง 3 เดือน โกยยอดขายไปแบบถล่มทลายเกือบ 7,000 คัน ล่าสุดลงดาบสองเขย่าตลาดเก๋งซับคอมแพ็กต์ หรือบี-คาร์อีกระลอก กับ “มาสด้า2 ซีดาน” หรือรุ่น 4 ประตู (ตั้งเป้ายอดขายรุ่นซีดานรวมกับรุ่นแฮ็ทช์แบ็กประมาณ 2.4 หมื่นคัน) มาช่วยกันดันยอดขายรวมมาสด้าปีนี้พุ่ง 3.5 หมื่นคัน

โดยมาสด้า2 ซีดาน ยังคงตอกย้ำความเป็นยนตรกรรมสปอร์ตที่มีสไตล์เหมาะเฉพาะตัว ตรงกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ “เจ็นนาว” หรือ Generation NOW ผ่านพรีเซ็นเตอร์ขวัญใจชาวเจ็นนาว “เป้” อารักษ์ อมรศุภศิริรายเดิม แต่เพื่อสร้างความแตกต่างจากรุ่นแฮ็ทช์แบ็ก จึงมาคอนเซ็ปต์ใหม่ "New Mazda2 Life Continues เพราะชีวิตท้าทาย...ไม่ได้มีแค่สไตล์เดียว" ที่บ่งไปเลยว่า มาสด้า2 ยังมีอีกทางเลือกกับอีกตัวถังที่เป็นแบบซีดาน 4 ประตู แต่ยังรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมาสด้าแบบ "ซูม-ซูม" ด้วยดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวเร้าใจ การขับขี่สนุกสนาน และเพิ่มความหรูอีกระดับ ด้วยห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย พร้อมระบบความปลอดภัยครบครันเช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของเก๋งซีดานขนาดเล็ก ที่พัฒนาบนพื้นฐานเดียวกับรุ่นแฮ็ทช์แบ็ก 5 ประตู อยู่ที่การออกแบบในส่วนท้าย ซึ่งดูไม่กลมกลืนเป็นอันหนึ่งเดียวกัน แต่มาสด้า2 ได้ลบปัญหานี้ไปได้อย่างลงตัว แต่ยังรักษาเส้นสายที่แสดงให้เห็นพลังแห่งความเคลื่อนไหวตามคอนเซ็ปเช่นเดิม

ในส่วนของพื้นที่เก็บสัมภาระในกระโปรงท้าย มีความจุ 450 ลิตร (VDA) มากกว่ารุ่น 5 ประตู 200 ลิตร ด้วยการออกแบบให้พื้นของพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีระดับที่ต่ำ และฝากระโปรงท้ายและขอบโดยรอบเปิดกว้างมากที่สุด ทำให้การจัดเก็บและเคลื่อนย้ายสัมภาระเป็นไปได้อย่างสะดวก

นอกจากนี้เบาะที่นั่งด้านหลัง สามารถแยกพับได้สองส่วนในอัตราส่วน 60:40 และเปิดทะลุกับพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย ทำให้สามารถจัดวางสัมภาระที่มีความยาวได้ในขณะที่ยังสามารถรองรับผู้โดยสารด้านหลังได้หนึ่งคน นอกจากนี้มาสด้า 2 ซีดาน ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีระบบกุญแจอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry and Start System) ที่ให้ความสะดวกในการเปิด-ปิด และสตาร์ทรถโดยไม่ใช่กุญแจ พร้อมด้วยวิทยุ CD-MP3 6แผ่น พร้อมช่องเชื่อมอุปกรณ์เสริม AUX

ขุมพลังของมาสด้า2 ซีดาน ยังคงเป็นเครื่องยนต์ MZR 1.5 ขนาด 1,498 ซีซี. 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน (S-VT) Sequential Valve Timing และวาล์วควบคุมในท่อร่วมไอดี (TSCV) Tumble Swirl Control Valves 103 แรงม้า ให้กำลังสูงสุด 76 กิโลวัตต์ ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 135 นิวตันเมตรที่4,000 รอบต่อนาที โดยมีให้เลือกทั้งในรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

มาสด้า2 ซีดาน มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่

รุ่น Groove M/T ราคาจำหน่าย 535,000 บาท
รุ่น Groove A/T ราคาจำหน่าย 564,000 บาท
รุ่น Spirit S A/T ราคาจำหน่าย 615,000 บาท
รุ่น Maxx A/T     ราคาจำหน่าย 675,000 บาท

ทั้งนี้ราคาในรุ่นเริ่มต้นของตัวถังซีดานจะเท่ากับแฮทซ์แบ็ก แต่อีก 3 รุ่นที่เหลือ Groove A/T,Spirit S A/T,Maxx A/T,จะถูกกว่าตั้งแต่ 6,000 - 25,000 บาท ขณะเดียวกันผู้บริหารยืนยันว่าลูกค้าที่จองซื้อมาสด้า 2 ไม่ต้องรอนานเนื่องจากมาสด้าเริ่มสายการผลิตและมีรถพร้อมส่งมอบให้ลูกค้าทันทีทุกรุ่น