Showing posts with label สาระน่ารู้. Show all posts
Showing posts with label สาระน่ารู้. Show all posts

2010-03-29

วิธีง่ายๆ ในการประหยัดน้ำมัน

วิธีง่าย ๆ ที่คุณ เติมกระเป๋าตังส์ตัวเองได้ ด้วยตัวคุณ



1. ตรวจตราลมยางเป็นประจำ เพราะยางที่อ่อนเกินไปนั้น ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากกว่ายางที่มีปริมาณลมยางตามที่มาตรฐานกำหนด




2. สับเปลี่ยนยาง ตรวจตั้งศูนย์ล้อตามกำหนด จะช่วยประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกมาก




3. ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งเมื่อต้องจอดรถนานๆ แค่จอดรถติดเครื่องทิ้งไว้ 10 นาที ก็เสียน้ำมันฟรีๆ 200 ซีซี



4. ไม่ควรติดเครื่องทิ้งไว้เมื่อจอดรถ ให้ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่ขึ้นของ ลงของ หรือคอยคน เพราะการติดเครื่องทิ้งไว้ เปลืองน้ำมันและสร้างมลพิษอีกด้วย






5. ไม่ออกรถกระชากดังเอี๊ยด การออกรถกระชาก 10 ครั้ง สูญเสียน้ำมันไปเปล่าๆ ถึง 100 ซีซี น้ำมันจำนวนนี้รถสามารถวิ่งได้ไกล700 เมตร




6. ไม่เร่งเครื่องยนต์ตอนเกียร์ว่างอย่างที่เราเรียกกันติดปากว่าเบิ้ลเครื่องยนต์ การกระทำดังกล่าว 10 ครั้ง สูญเสียน้ำมันถึง 50 ซีซี ปริมาณน้ำมันขนาดนี้รถวิ่งไปได้ตั้ง 350 เมตร



7. ตรวจตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนด ควรตรวจเช็คเครื่องยนต์สม่ำเสมอ เช่น ทำความสะอาดระบบไฟจุดระเบิด เปลี่ยนหัวคอนเดนเซอร์ ตั้งไฟแก่อ่อนให้พอดี จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 10%





8. ไม่ต้องอุ่นเครื่อง หากออกรถและขับช้าๆ สัก 1-2 กม. แรกเครื่องยนต์จะอุ่นเอง ไม่ต้องเปลืองน้ำมันไปกับการอุ่นเครื่อง



9. ไม่ควรบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด เพราะเครื่องยนต์จะทำงานตามน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น หากบรรทุกหนักมาก จะทำให้เปลืองน้ำมันและสึกหรอสูง





10. ใช้ระบบการใช้รถร่วมกัน หรือคาร์พูล (Car pool) ไปไหนมาไหน ที่หมายเดียวกัน ทางผ่านหรือใกล้เคียงกัน ควรใช้รถคันเดียวกัน




11. เดินทางเท่าที่จำเป็นจริงๆ เพื่อประหยัดน้ำมัน บางครั้งเรื่องบางเรื่องอาจจะติดต่อกันทางโทรศัพท์ก็ได้ ประหยัดน้ำมันประหยัดเวลา





12. ไปซื้อของหรือไปธุระใกล้บ้านหรือใกล้ๆ ที่ทำงาน อาจจะเดินหรือใช้จักรยานบ้าง ไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ทุกครั้ง เป็นการออกกำลังกายและประหยัดน้ำมันด้วย






13. ก่อนไปพบใคร ควรโทรศัพท์ไปถามก่อนว่าเขาอยู่หรือไม่ จะได้ไม่เสียเที่ยว ไม่เสียเวลา ไม่เสียน้ำมันไปโดยเปล่าประโยชน์



14. สอบถามเส้นทางที่จะไปให้แน่ชัด หรือศึกษาแผนที่ให้ดีจะได้ไม่หลง ไม่เสียเวลา ไม่เปลืองน้ำมันในการวนหา




15. ควรใช้โทรศัพท์ โทรสาร ไปรษณีย์ อินเตอร์เน็ท หรือใช้บริการส่งเอกสาร แทนการเดินทางด้วยตัวเอง เพื่อประหยัดน้ำมัน





16. ไม่ควรเดินทางโดยไม่ได้วางแผนการเดินทาง ควรกำหนดเส้นทาง และช่วงเวลาการเดินทางที่เหมาะสมเพื่อประหยัดน้ำมัน





17. หมั่นศึกษาเส้นทางลัดเข้าไว้ ช่วยให้ไม่ต้องเดินทางยาวนานไม่ต้องเผชิญปัญหาจราจร ช่วยประหยัดทั้งเวลาและประหยัดน้ำมัน





18. ควรบับรถด้วยความเร็วคงที่ เลือกขับที่ความเร็ว 70-80กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 2,000-2,500 รอบเครื่องยนต์ ความเร็วระดับนี้ ประหยัดน้ำมันได้มากกว่า





19. ไม่ควรขับรถลากเกียร์ เพราการลากเกียร์ต่ำนานๆ จะทำให้เครื่องยนต์หมุนรอบสูงกินน้ำมันมาก และเครื่องยนต์ร้อนจัดสึกหรอง่าย





20. ไม่ติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งที่จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นเช่น การทำให้เกิดการต้านลมขณะวิ่ง หรือทำให้เครื่องยนต์ ไม่สามารถถ่ายเทความร้อนได้ดี



21. ไม่ควรใช้น้ำมันเบนซินที่ออกเทนสูงเกินความจำเป็นของเครื่องยนต์ เพราะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์





22. หมั่นเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศตามระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อประหยัดน้ำมัน




23. สำหรับเครื่องยนต์แบบเบนซิน ควรเลือกเติมน้ำมันเบนซินให้ถูกชนิด ถูกประเภท โดยเลือกตามค่าออกเทนที่เหมาะสมกับรถแต่ละยี่ห้อ (สังเกตจากฝาปิดถังน้ำมันด้านใน หรือรับคู่มือที่ปั้มน้ำมันใกล้บ้าน




24. ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศตลอดเวลา ยามเช้าๆเปิดกระจกรับความเย็นจากลมธรรมชาติบ้างก็สดชื่นดี ประหยัดน้ำมันได้ด้วย





25. ไม่ควรเร่งเครื่องปรับอากาศในรถอย่างเต็มที่จนเกินความจำเป็นไม่เปิดแอร์แรงๆ จนรู้สึกหนาวเกินไป เพราะสิ้นเปลืองพลังงาน


* * * * * * * * * * * * * *

2010-03-22

วิธีการพ่วงแบตเตอรี่สตาร์ท (จัมป์สตาร์ท) รถยนต์ที่ถูกต้อง

How to Jump Start a Car Battery Safely
ขั้นตอนสตาร์ทรถโดยการพ่วงแบตเตอรี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย

รูป 1


รูป 2


1. ต่อสายขั้วบวก (สายสีแดง) เข้ากับขั้วบวกของแบตเตอรี่ที่ตายอยู่

2. ต่อสายขั้วบวกอีกข้างเข้ากับขั้วบวกของแบตเตอรี่ดี

3. ต่อสายขั้วลบ (สายสีดำ) เข้ากับขั้วลบแบตเตอรี่ดี

4.ต่อสายขั้วลบอีกข้างเข้ากับเครื่องยนต์ (หูหิ้วเครื่อง รูป 2) หรือตัวถังที่ไม่ได้พ่นสี ของรถคันที่แบตเตอรี่ตาย
**(มอเตอร์สตาร์ทอยู่ที่เครื่อง เป็นการลดทางเดินของกระแสให้สั้นที่สุด ทำให้สตาร์ทง่ายขึ้น)

5.สตาร์ทรถคันที่แบตเตอรี่ดี เร่งเครื่องให้รอบเครื่องขึ้นมาประมาณ 1200-1500 รอบ/วินาที สักพัก (เป็นการชาร์จแบตเตอรี่ กรณีนี้จะทำหรือไม่ก็ได้)

6.สตาร์ทรถคันที่แบตเตอรี่ตาย

ขั้นตอนถอดสายพ่วงแบตเตอรี่ออก หลังจากที่รถสตาร์ทติดแล้ว


1. ถอดสายขั้วลบออกจากเครื่องยนต์ของรถคันที่แบตเตอรี่ตาย

2. ถอดสายขั้วลบอีกข้างออกจากแบตเตอรี่ดี

3. ถอดสายขั้วบวกออกจากแบตเตอรี่ดี

4. ถอดสายขั้วบวกอีกข้างออกจากแบตเตอรี่ตาย
 
*ไม่ควรต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ที่ขั้วต่อโดยตรงแบบ บวก บวก / ลบ ลบ
เนื่องจากการชาร์จไฟตั้งแต่ 13.8V ขึ้นไปจะทำให้เกิดแก๊สติดไฟได้ (แรงดันระดับ Gasung-Spannung)   หากแบตเตอรี่เก่าหมดสภาพ (แรงดันไฟต่ำมาก) เมื่อต่อพ่วงกับแบตเตอรี่ใหม่ (แรงดันไฟสูงมาก) มีโอกาสเกิดแก๊สในระดับที่สามารถทำให้ระเบิดได้ หากเกิดประกายไฟ ซึ่งโอกาสเกิดมีน้อย แต่ควรปฏิบัติให้ถูกวิธีและปลอดภัยไว้ก่อน ซึ่งในหนังสือคู่มือรถก็ระบุเช่นกัน

2010-03-21

สาระน่ารู้... การใช้สัญญาณไฟหน้า-ไฟฉุกเฉิน

        รถยนต์สมัยนี้มักจะติดไฟสัญญาณแปลกๆ ซึ่งบางทีกฎหมายจราจรที่ค่อนข้างจะโบราณ ก็ไม่ได้กล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนว่าอนุญาตให้ใช้สัญญาณอะไรบ้าง ทำให้หลายคนเลือกติดและใช้กันตามอำเภอใจ จนกลายเป็นธรรมเนียมที่หลายคนปฏิบัติต่อๆ กันมา


        ความจริงแล้ว ไฟต่างๆ เหล่านี้ เป็นสัญญาณอย่างหนึ่ง และในเรื่องของความปลอดภัยบนท้องถนน ถือว่า "สัญญาณ" นั้นเป็นภาษาของถนน ซึ่งต้องเป็นสากล หมายความว่าไม่ว่าชนชาติใด พูดภาษาใด จะต้องฟังหรืออ่านภาษาของถนนอันเป็นสากลนี้เข้าใจแจ่มชัดเหมือนกันหมด เป็นภาษาเดียวกัน





ไฟหน้าเจ้าปัญหา-สื่อสารผิดๆ


ไฟสัญญาณอันดับแรกที่กลายเป็นธรรมเนียมอันไม่เป็นสากล และน่าจะเกิดอันตรายก็คือ ไฟหน้าใหญ่ ที่ผู้ขับขี่ยวดยานชอบเปิดกัน แว็บๆ ให้หลายคนสงสัยว่ามันหมายความว่าอะไรกันแน่ ในประเทศไทยเรานั้น แปลกันเองได้ความว่า "เอ็งอย่ามาข้าจะไป" หรือ "ผมไปก่อนนะ" หรือ "อั๊วใหญ่กว่าไปก่อน" อะไรทำนองนั้น ก็พอจะเข้าใจกันในประเทศไทยเราว่าหมายความว่าอย่างนั้น ธรรมเนียมนี้ก็ค่อยๆ วิวัฒนาการขึ้นไปเรื่อยๆ จนบัดนี้บนท้องถนนหลวงเข้าใจกันได้อีกความหมายหนึ่งว่า เมื่อรถที่วิ่งสวนมาบนถนนหลวงให้สัญญาณไฟหน้า แว็บๆ ล่ะก็ ให้เตรียมระวังว่าอย่าขับเร็วเกินกฎหมายกำหนด อย่าเดินรถในช่องทางขวา อย่าแซงทางซ้าย ฯลฯ เพราะข้างหน้ามีหน่วยตำรวจทางหลวงคอยดักจับอยู่ สัญญาณนี้เลยกลายเป็นสัญญาณประสานสามัคคีกันในหมู่ผู้ใช้รถบนถนนหลวงไปอีก ความหมายหนึ่ง


ส่วนในต่างประเทศบางแห่ง เช่น ในยุโรปและประเทศอังกฤษ ไฟแว็บหน้าที่เปิดกันแว็บๆ นั้น สัญญาณนี้แปลได้ว่า "เชิญคุณไปได้ ผมให้ทางคุณ" ดังนั้น พวกฝรั่งพวกนี้มาขับรถในเมืองไทย เห็นพี่ไทยเปิดไฟไห้แว็บๆ ก็นึกว่าเหมือนบ้านตัวก็ออกพรวดไปเลย จึงมักจะถูกชนซี่โครงหักไปหลายราย นี่ก็คืออันตรายอีกอย่างหนึ่งที่เป็นภาษาสากล แต่อ่านแปลให้ผิดเพี้ยนไปตามวัฒนธรรมของแต่ท้องถิ่นแต่ละประเทศ




แท้จริงแล้วไฟหน้านี้ใช้ทำอะไรและในภาษาสากลหมายความว่าอย่างไร


ไฟแว็บหน้าใหญ่นั้น จริงๆ แล้วแปลว่า "ระวัง" หรือ "ผมอยู่ตรงนี้" เพื่อเตือนให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้ระมัดระวังว่ามีรถอีกคันอยู่ตรงนี้ หรืออีกนัยหนึ่งสัญญาณนี้ใช้แทนสัญญาณแตร ในกรณีที่ใช้แตรไม่ได้ เช่นในเวลากลางคืน กฎหมายห้ามใช้แตร หรือ ในสถานที่ที่มีเครื่องหมายห้ามใช้แตร เพราะจะรบกวนบุคคลอื่น เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน สถานที่ราชการ หรือกรณีที่เป็นกลางวัน จะใช้เตือนรถที่หันหน้าเข้าหา ใช้ไฟแว้บเตือนให้ระวังจะดีกว่าเสียงแตร เพราะแสงนั้นเดินทางได้เร็วกว่าเสียหลายเท่าตัวนัก


นอกจากนั้นยังมีสัญญาณไฟฉุกเฉินที่วัฒนธรรมผันแปร จนเกิดอุบัติถึงแก่ชีวิตในทางหลวงหลายรายแล้ว คือสัญญาณไฟฉุกเฉินนั้น รถสมัยนี้จะติดมาให้ทุกคัน เป็นสัญญาณไฟเหลืองกะพริบทั้งหน้าหลังซ้ายขวารวม 4 ด้าน ตามวัฒนธรรมบ้านเรา หากรถถูกลากจูงก็จะเปิดไฟฉุกเฉินนี้ทันที หรือถ้าผ่านสี่แยกจะไปทางตรงส่วนใหญ่ก็จะเปิดไฟฉุกเฉินนี้ทันที จุดนี้สร้างอันตรายอย่างมากบนทางหลวง เพราะการให้สัญญาณที่ผิดและไม่เป็นสากล


นั่นเพราะว่าผู้ที่สวนทาง หรือผู้ที่ตามหลัง คงจะเดาได้ว่ารถคันที่ให้สัญญาณนี้คงจะไปตรงแต่รถที่ผ่านสี่แยกทางด้านข้าง จะอ่านสัญญาณที่ผิดทันที เพราะจะเห็นสัญญาณเพียงด้านข้าง ข้างหนึ่งข้างใดแค่เพียงด้านเดียว ทำให้เข้าใจว่ารถคันที่ให้สัญญาณฉุกเฉินนี้จะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา แล้วแต่รถคู่กรณีจะอยู่ทางใด เมื่ออ่านผิด รถคันที่อ่านผิดก็จะออกรถไปในทางตรงทันที ก็เกิดชนกันกลางสี่แยกถึงบาดเจ็บล้มตายไปมากจึงขอให้นักขับรถทั้งหลาย พึงระวังในการใช้ไฟสัญญาณฉุกเฉินนี้ให้มาก



ไฟสัญญาณฉุกเฉินนี้ใช้อย่างไรจึงจะถูกต้อง


ชื่อก็บอกว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน คือหมายความว่า รถคันเกิดเหตุนั้นไปไม่ได้เพื่อให้รถคันอื่นๆ ทราบว่ารถเราเสียไปไม่ได้ต้องจอดขวางทางอยู่ หรือต้องจอดอยู่เฉยๆ หรือรอความช่วยเหลือ หรือจอดเพื่อดูแลซ่อมแซมอยู่ก็เปิดไฟฉุกเฉินไว้เพื่อให้รถคันอื่นได้รับทราบ หรือขณะที่ขับอยู่บนถนนหลวงมีเหตุที่ต้องจอด เพราะมีสิ่งกีดขวางถนนอยู่จนไม่สามารถเคลื่อนรถได้ ก็ให้เปิดไฟฉุกเฉินนั้น เพื่อให้รถตามหลังมาทราบว่าขณะนี้รถเราจอดอยู่นิ่งๆ บนท้องถนน ความปลอดภัยก็จะเกิดขึ้นแก่ตัวเราผู้ขับขี่ และแก่บุคคลอื่นที่ตามเรามา จะได้อ่านสัญญาณนี้ออกเป็นภาษาเดียวกัน


กล่าวโดยสรุปก็คือ ไฟสัญญาณฉุกเฉินนี้ จะใช้ต่อเมื่อรถนั้นได้จอดอยู่กับที่เท่านั้น ห้ามไปใช้วิ่งบนท้องถนนแล้วเปิดไฟฉุกเฉิน บางกรณีที่เห็นบ่อยๆ ก็คือ เมื่อรับคนเจ็บป่วยต้องการรีบนำไปส่งโรงพยาบาล ด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็เปิดไฟฉุกเฉินแล้ววิ่ง เพื่อจะได้ถึงโรงพยาบาลเร็วๆ แต่มักปรากฎว่าทั้งคนขับคนเจ็บและญาติ ไม่ค่อยจะถึงโรงพยาบาลส่วนมากจะถึงเพียงสี่แยกใดสี่แยกหนึ่งเท่านั้น


ขับรถหากระมัดระวัง ใช้กฎแห่งความปลอดภัยโดยถูกต้อง ทั้งเทคนิคการขับและสัญญาณให้เป็นสากลโดยแท้ ท่านก็จะเป็นผู้ขับรถอย่างปลอดภัยตลอดไป






ที่มา : บริษัท เชลล์แห่งประเทศ ไทย จำกัด

2010-03-20

ระวัง! รถเชื้อเพลิง 2 ระบบ แก๊สและน้ำมัน

    
              พอดีไปอ่านเจอกระทู้ดีๆ ในบอร์ดพันทิป ห้องรัชดา เจ้าของกระทู้ซึ่งมีความรู้ด้านเครื่องยนต์บ้าง ได้รับการร้องขอให้ช่วยดูเครื่องยนต์รถที่จอดอยู่ สาเหตุคือ สตาร์ทไม่ติด ซึ่งรถคันดังกล่าวใช้เชื้อเพลิง 2 ระบบ แก๊ส+น้ำมัน โดยปกติเจ้าของรถจะสตาร์ทน้ำมันแต่คราวนี้ไม่ติด ซึ่งรถจอดอยู่บนพื้นที่เอียงราด และน้ำมันในถังเหลือน้อย เจ้าของกระทู้จึงช่วยเข็ญรถลงไปจอดบนพื้นราบไม่ลาดเอียง แล้วลองให้เจ้าของรถสตาร์ท ผลคือ สตาร์ทติดทันที  ..

              ปัญหาของรถคันนี้คือใช้เชื้อเพลิง 2 ระบบคือ ติดแก๊ส+น้ำมัน และน้ำมันเหลือน้อย จอดบนพื้นลาดเอียง ทำให้ไม่สามารถดูดน้ำมันจากถังเพื่อทำการสตาร์ทได้ ดังนั้นหากรถท่านมีอาการนี้ ให้ลองดูบริเวณที่ท่านจอดรถว่าอยู่บนพื้นราบที่ไม่ลาดเอียงหรือไม่ก่อนในเบื้องต้น หากตรวจสอบและแก้ปัญหาเบื้องต้นนี้แล้วยังไม่สามารถสตาร์ทได้ .... ตามช่างครับ ^^

2010-03-16

ถ้าดึงเบรกมือ ขณะขับรถ จะเกิดอะไรขึ้น?



ถ้าดึงเบรกมือ ขณะขับรถด้วย "ความเร็ว 30 km/hr " จะเกิดอะไรขึ้น
ในกรณีพื้นเป็นสนามหญ้า , พื้นกรวด และพื้นคอนกรีต


รถหยุดทันที รถหมุน หรือรถชะลอแล้วค่อยหยุด หรืออย่างอื่น




* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *


ความคิดเห็นที่ 3

ตอนดึงเบรคมือ ถอนคันเร่ง หรือ เปิดคันเร่งอยู่ตำแหน่งเดิมครับ ?

ถ้าถอนคันเร่ง ล้อหลังจะเริ่มล๊อค
ไถลเบา ๆ ถ้าตัวรถตั้งตรงอยู่
รถอาจไถลตรง ๆ หรือไถลเฉ แล้วแต่ท้ายจะไหลหรือไม่ไหลครับ

ส่วนถ้าคันเร่งยังเปิดอยู่ตำแหน่งเดิม
ผมว่า เบรคมือแพ้แรงเครื่องยนต์ครับ
รถอาจแทบไม่ลดความเร็วเลยก็ได้

จากคุณ : Non-Slim



--------------------------------------------------------------------------------



ความคิดเห็นที่ 9

ผมเคยลองที่ประมาณ 50 กม./ชม. บนถนนต่างจังหวัดโล่งๆ ไม่มีรถเลย ดึงแล้วผ่อนคันเร่งนิดนึง ผลคือล้อหลังล๊อคแต่รถยังไถลไปข้างหน้าตรงๆ ความรู้สึกเหมือนรถลอยๆ คล้ายๆจะควบคุมไม่ได้แต่พอปลดเบรคมือก็วิ่งไปต่อปกติครับ

ถ้าอยากลองหาสนามหรือลานโล่งๆน่าจะปลอดภัยกว่าครับ

จากคุณ : whocares


--------------------------------------------------------------------------------



ความคิดเห็นที่ 17

จะเกิดอาการ ท้ายรถจะกดต่ำลง เพราะแรงเบรค มากน้อยต่างกันไปตามแต่
ชนิดช่วงล่างด้านหลัง

ดึงแรงมากๆ ล้อก็จะล็อคตาย ไถลไป วิ่งตรงก็ไม่เท่าไร (เคยทำครั้งนึง ดังลั่นเลย)
ถ้่าเข้าโค้งอยู่ท้ายจะกวาดนิดๆ เพราะรถวิ่งไม่เร็ว ไม่น่าเป็นอะไร โมเมนตั้มไม่มาก
ดึงพอเหมาะ รถก็ช้าลง แล้วก็หยุด
ใช้ฉุกเฉินเมื่อเบรคแตกได้ เพราะคนละวงจรกันกับระบบปกติ

สภาพผิวถนนต่างกัน ผลต่างกัน
พื้นหญ้า ไถลเงียบๆ พร้อมขุดดินไปพลางๆ
พื้นกรวด ครืดๆ เสียงดัง แหวกหินกรวดไปเป็นทาง
พื้นคอนกรีต เสียงเอี๊ยดดังที่สุด ระยะเบรคสั้นกว่า และยางสึกไปเยอะเลย

แรงจับของเบรค ถ้า 2 ข้างไม่เท่ากัน รถอาจจะท้ายปัดได้

จากคุณ : kosmo



--------------------------------------------------------------------------------



ความคิดเห็นที่ 20

ถ้าเป็นรถใหม่ สัญญาณเบรดมือจะดัง รำคาญ+หนวกหู
ถ้าวิ่งมาตรง ๆ รถจะหยุด ไม่เกิน 4-5 วิ นอกจากจะเร่งความเร็วฝืนระบบเบรค
ถ้าดึงเบรคมือขณะเข้าโค้ง รถขับหน้า พอไถลไปได้เล็กน้อยขึ้นอยู่กับความเร็วและพื้นถนน
แต่ถ้าเป็นรถขับหลัง ฝึกชำนาญแล้ว ความเร็วไม่เกิน 60 กม/ชม ก็จะดริฟท์แบบท้ายปัดได้ครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น รถที่ไม่ได้ปรับแต่งมา ความเร็วไม่สูงอาจจะแค่ผ้าเบรคสึกนิดหน่อย แต่ถ้าความเร็วสูง+พื้นคอนกรีตยางอาจเสื่อมสภาพเร็วได้ครับ

จากคุณ : Cho_shang


--------------------------------------------------------------------------------



ความคิดเห็นที่ 21

รถก็จะค่อยๆ หยุดครับ ไม่มีอะไรเลย ถ้าไม่หักพวงมาลัย

จากคุณ : puylogin


--------------------------------------------------------------------------------


Credit: http://www.pantip.com/cafe/ratchada/